ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ประธานโครงการคืนคุณแผ่นดิน ยกเครื่องเศรษฐกิจ พลิกโฉมวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจ และภาคสังคม จากภาคส่วนเอกชน ประชาชน

ประธานโครงการคืนคุณแผ่นดิน ยกเครื่องเศรษฐกิจ พลิกโฉมวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจ และภาคสังคม จากภาคส่วนเอกชน ประชาชน

               คุณประสิทธิ์ เจียวก๊ก ประธานโครงการคืนคุณแผ่นดิน จัดแถลงข่าวเสนอแผนกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ จากภาคส่วนเอกชน ประชาชน  ณ ห้อง เลอ คองคอร์ด บอลรูม ชั้น 2 โรงแรม สวิสโฮเต็ล กรุงเทพฯ รัชดา เมื่อวันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2563


             นายประสิทธิ์ เจียวก๊ก ประธานโครงการคืนคุณแผ่นดิน เปิดเผยว่า เสนอแผนกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศและเทิดทูนพระมหากษัตริย์ จากภาคส่วนเอกชน ประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งแนวคิด ข้อมูล ข่าวสาร รวมพลังพลิกฟื้นเศรษฐกิจ พร้อมด้วยภาคสังคมที่เทิดทูลสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยจะมีการแสดงพลังและส่วนร่วมจากภาคส่วน ควบคู่ภาคส่วนต่างๆ ให้เข้าร่วม โดยแสดงพลัง และพลิกฟื้นเศรษฐกิจประเทศไทยหลังจากต้องเชิญกับสถานการณ์ Covid-19


               1.นำเสนอการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยภาครัฐ และผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีการสร้างแรงจูงใจให้เกิดความเชื่อมั่น ผลักดันให้นักธุรกิจ ภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงประชาชนทั่วไปที่มีเงินฝากในสถาบันการเงิน ซึ่งจะมีการกระตุ้นให้ใช้จ่าย เพื่อให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในประเทศไทย นำไปสู่การสร้างรายได้กระจายสู่ภาคส่วนทุกชุมชน


อาทิเช่น การขึ้นภาษีเงินฝาก เพื่อทำให้มีการถอนเงินออกมาใช้จ่ายส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การซื้ออสังหาริมทรัพย์ โดยไม่ต้องจ่ายภาษีการโอน การให้สิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่ใช้จ่ายในภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้มีการกระจายสู่ชุมชน เพราะต้องสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเองในยุคปัจจุบัน โดยไม่ต้องพึ่งพาเศรษฐกิจในอดีต เช่น การส่งออก หรือ นักท่องเที่ยว สามารถประคองตนเองให้อยู่ได้ ดั่งเช่นเมื่ออดีตประเทศญี่ปุ่น เคยแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 และใช้ของในประเทศช่วยกระตุ้น การใช้จ่ายของภาคประชาชน และเอกชน นักธุรกิจ หรือ ผู้มีศักยภาพมีเงินฝากในธนาคารเพื่อจับจ่ายใช้สอย กระตุ้นเศรษฐกิจ

                ทั้งนี้จะได้ผลอย่างมากในการช่วยประเทศระหว่างการรอการฟื้นตัวของประเทศ 


                2.เชิญชวน ภาครัฐ เอกชน รัฐวิสาหกิจ ธนาคาร และภาคส่วนต่างๆ ร่วมแรงร่วมใจ รวมตัวช่วยเหลือภาคธุรกิจในด้านต่างๆ เช่น ธนาคารควรลดดอกเบี้ย ลดการชำระหนี้ หรือ พักการชำระหนี้ พร้อมกับตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือธุรกิจ และ กิจการต่างๆ ควบคู่กับภาครัฐและเอกชนที่สามารถรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือธุรกิจทุกภาคส่วน 


อาทิเช่น ภาคการเกษตร ภาคการผลิต พร้อมส่งเสริมให้มีการซื้อสินค้า ซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซื้อผลผลิตจากห้างร้าน โรงงาน หรือสินค้าล่วงหน้าในด้านบริการ เช่น ห้องพัก ทัวร์ สปา ร้านอาหาร  หรือใดใดก็ตาม ให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนภายใต้แพลตฟอร์มของคนไทย แบบออฟไลน์ และ ออนไลน์ 

                ทังนี้ จะทำให้เงินทองไม่รั่วไหลและหมุนเวียนภายในประเทศ ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้กับภาคประชาชน

การลดรายจ่าย คือ สามารถการซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค จากโรงงาน ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง   

การเพิ่มรายได้ คือ สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ ให้กับกิจการที่ปิดตัวลง ให้เกิดทุนหมุนเวียนในจ้างงานต่อไป พร้อมกับการกระจายสินค้าด้วยการขนส่ง ลดการตกงาน ช่วงระหว่างเลิกงาน หรือ วันหยุด เป็นต้น และถือว่าเป็นการกระจายสินค้าชุมชนให้กับประชาชนอีกด้วย  

          3.ร่วมแรงร่วมใจไทยทั้งชาติ เพื่อเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีการเสนอให้ทุกคน แสดงพลังศรัทธา สร้างความเข้าใจ เสนอ หรือ แสดงข้อเท็จจริงในสังคม ประชาชน และเยาวชน ให้เข้าใจในสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งควรเริ่มต้นที่ทุกคน โดยเฉพาะภาครัฐ  รัฐวิสาหกิจ ภาคประชาชน โดยใช้ทุกช่องทางในการสื่อสาร นำเสนอพระราชกรณียกิจทุกพระองค์ ตั้งแต่อดีต – ปัจจุบัน พร้อมกับประชาสัมพันธ์ข่าวสารให้ประชาชนได้รับรู้ถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (ในหลวงรัชกาลที่10) 


           อย่างไรก็ตาม ประชาชนพร้อมใจกันแสดงเทิดทูนพระมหากษัตริย์ และทำความเข้าใจว่าสถาบันกษัตริย์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นทำเพื่อประชาชน และผืนแผ่นดินไทย อย่างแท้จริง และประชาชนควรศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทยว่า ประเทศไทยดำรงอยู่ได้ ชาติดำรงอยู่ได้ด้วยความเป็นไทย เพราะสถาบันพระมหากษัตริยมาตั้งแต่อดีตกาลมา 







ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

งาน “วันสันติภาพสากล 2025” มจร จัดอย่างใหญ่ พร้อมมอบรางวัล “ลมหายใจแห่งสันติภาพ”

งาน “วันสันติภาพสากล 2025” มจร จัดอย่างใหญ่  พร้อมมอบรางวัล “ลมหายใจแห่ง สันติภาพ”  แด่ผู้นำศาสนาและผู้นำประเทศ       หลักสูตรสตินวัตกรรมและสันติศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) โดยการนำของ พระเมธีวัชรบัณฑิต, ศ.ดร. ผู้อำนวยการหลักสูตร ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดงาน "วันสันติภาพสากล ประจำปี 2568" ภายใต้แนวคิด “สังคมตื่นรู้ สู่การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว” (Mindful Society for Green Economy Development) โดยมีพระสงฆ์ แขกผู้มีเกียรติ อาทิ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมงพาณิชย์, ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, นายวรเกียรติ สุจิวโรดม เจ้าของโครงการ ชาวนา มหานคร, ดร.สุเทพ อารมณ์รักษ์ นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.), คุณกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา บริษัทไทยสมาย บัส จำกัด, คุณญาธิภา สิงห์สุวรรณ ผู้อำนวยการส่วนการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร, ดร.ชวิศ ชื่นเจริญ (อ.มุ่ย หูทิพย์), คุณกชนันท์ ซิดดิค Mrs. Thailand World 2025, คุณพิมพ์ลภัส ชื่อมณีสวรรค์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2023  ฉะเชิงเทรา,...

Miss Universe 6 จังหวัด​ มาแสดงความขอบคุณ​ "สุวรรณี" ผู้บริหาร​ DOD Cafe & Bistro​

Miss Universe 6 จังหวัด​ มาแสดงความขอบคุณ​ "สุวรรณี" ผู้บริหาร​ DOD Cafe & Bistro​  หนึ่งในผู้สนับสนุนการประกวด​ Miss Universe 6 จังหวัด​         สาวงามผู้ครองตำแหน่ง​ Miss Universe 6 จังหวัด​ ได้แก่​ จังหวัดนครปฐม,​ หนองบัวลำภู, สุรินทร์, พระนครศรีอยุธยา, สมุทรปราการ​ ​และสมุทรสาคร​ เดินทางมาแสดงความขอบคุณ​ ​คุณสุวรรณี​ อิทธิวิบูลย์​ ผู้บริหาร บริษัท เพอโกล่าร์ จำกัด/บริษัท แกรชซี่ เดสติเนชั่น จำกัด, ผู้บริหาร​ DOD Cafe & Bistro​" และ อ.ดอส-ปณัฐ สุมาลย์โรจน์​ อาจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกรรมการผู้บริหารบริษัท เพอโกล่าร์ จำกัด​ ​ในฐานะเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนการประกวด​ Miss Universe 6 จังหวัด​ ณ​ DOD Cafe & Bistro​ " ตำบลบางช้าง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม​ เมื่อวันที่​ 11 มิถุนายน​ 2569       ในโอกาสอันดีนี้​ยังได้รับเกียรติจาก คุณสุขุม เชิดชื่น อดีตสมาชิกวุฒิสภา, คุณสุวลัย อมตะวณิชย์ เจ้าของร้านอาหารครัวอัปสร​ ตลาด​ อตก., คุณภารากรณ์ เชิดชื่น​ ผู้บริหารและเจ้าของหาดช้างเผือก​ และ​ ดร.ทิพวรรณ นาคละมัย​ กรรมการสมาคมสตรีนคร...

สวพส. จัดการน้ำบนพื้นที่สูง เปลี่ยนชีวิตชุมชน สู่ความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

สวพส. จัดการน้ำบนพื้นที่สูง เปลี่ยนชีวิตชุมชน สู่ความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน      แม้ฤดูฝนปีนี้จะมีปริมาณน้ำฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยถึงร้อยละ 5 - 10 (ข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยา 13 พ.ค. 2568) แต่ใช่ว่าทุกพื้นที่จะได้ประโยชน์จากฝนที่ตกมากขึ้นโดยเฉพาะชุมชนบนพื้นที่สูง ที่บริบทพื้นที่ทำกินส่วนใหญ่อยู่สูงกว่าแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งยังคงต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นแหล่งน้ำหลัก ทั้งเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร ชุมชนเหล่านี้มักเผชิญกับปัญหาฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งซ้ำซาก ซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศหรือสภาวะโลกเดือด       สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. ได้ริเริ่มโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำขนาดเล็กมาตั้งแต่ปี 2563 เพื่อเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝน และกระจายน้ำให้เพียงพอในช่วงหน้าแล้ง ไม่เพียงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่ยังมุ่งสร้างระบบจัดการน้ำที่ยั่งยืนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน รวมไปถึงการฟื้นฟูดูแลรักษาป่ารอบๆ แหล่งน้ำ        ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรกว่า 24,000 ราย ในพื้นที่สูง ...