ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

TEATA สธทท.​ สนท.​ และสทน.​ 4​ สมาคมท่องเที่ยว​ร่วมลงนาม MOU

 TEATA สธทท.​ สนท.​ และสทน.​ 4​ สมาคมท่องเที่ยว​ร่วมลงนาม MOU

ขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืนของประเทศไทย


     นายนันทพล ไข่มุกด์ นายกสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA)​ ดร. สุเทพ อารมณ์รักษ์ นายกสมาคมสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย​ ​(สธทท.)​ นายวิทวัส เมฆสุด​ นายกสมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย (สนท.)​ และนายสัญญาพุฒิ เกิดบัณฑิต​ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.)​ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เรื่อง ความร่วมมือในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืน​ (Green Tourism Ecosystem) ของประเทศไทย​ โดยได้รับเกียรติจาก คุณพันธ์ทิพา ศกุนต์ไชญ​ ที่ปรึกษากรรมการบริหาร​ บริษัท ทีวีพูล กรุ๊ป จำกัดและ​ Mr. Xiaokun Gao  Country Manager​ ตัวแทนสื่อมวลชนจาก sanook.com และ Tencent (Thailand) มาร่วมแสดงความยินดีและร่วมพูดคุยถึงการขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้ด้วย ณ​ ห้องประชุมชั้น 1 อาคารทีวีพูล​ ซอยลาดพร้าว 101 แขวงคลองเจ้าคุณสิงห์ เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ​ เมื่อวัน​จันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569 


      การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง​ สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) กับ​ สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย (สนท.) และสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) ในครั้งนี้​ ทั้ง 4​ สมาคมได้ตกลงทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกันโดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้


ข้อ​ 1. ข้อตกลงความร่วมมือและวัตถุประสงค์​ โดยทั้ง​ 4​ สมาคม​ ตกลงร่วมมือกันดำเนินการเพิ่มคุณภาพ และทักษะการประกอบธุรกิจด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน เพื่อผลักดันให้เกิดนโยบาย มาตรการ และกลไกสนับสนุนที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero for Tourism) ในระยะยาว อาทิ โครงการ Electric Mobility for CNT, การอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน, การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล (Ecosystem Platform) ด้วยการบูรณาการข้อมูลด้านมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืนในระดับสากล พัฒนาขีดความสามารถในการให้บริการด้านการท่องเที่ยวอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดำเนินการพัฒนาห่วงโซ่อุปสงค์-อุปทาน ในด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน เพื่อส่งเสริมการทำตลาดภายในประเทศ และยกระดับผู้ประกอบการท่องเที่ยวเพื่อไปสู่ระดับสากล​


โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้คือ

1.1 เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการบริหารจัดการ ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการได้เข้าถึงองค์ความรู้และพัฒนาขีดความสามารถในด้านการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกับแนวทางในการปฏิบัติต่อนักท่องเที่ยว ให้พร้อมปรับตัวกับสถานการณ์การท่องเที่ยวในระดับสากล

1.2 เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการยกระดับผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกร่วมของทั้ง​ 4​ สมาคม ผ่านการเข้ารับการอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอน (Low Carbon Tourism) การเดินทางแบบปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Electric Mobility for CNT) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero for Tourism ของประเทศไทย

1.3 เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการบูรณาการข้อมูลด้านสินค้าและบริการของผู้ประกอบการจากทั้งสี่ฝ่าย พัฒนาขีดความสามารถในการให้บริการโดยใช้ระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มเป็นช่องทาง​ เพื่อส่งเสริมการขายและการทำตลาดด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน ตามเกณฑ์การรับรองมาตรฐานสากล ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนข้อมูลสมาชิกภายใต้ข้อตกลงนี้จะดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด 

1.4 เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศการท่องเที่ยวยั่งยืน (Green Tourism Ecosystem) ภายใต้มาตรการสำคัญในระยะต้น ได้แก่ การบูรณาการข้อมูลด้านสินค้าและบริการเพื่อนำเข้าสู่แพลตฟอร์มเพื่อการท่องเที่ยวยั่งยืน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศต่อกลุ่มเป้าหมายทั้งที่เป็นคนไทยและชาวต่างชาติที่พำนักในไทย

1.5 เพื่อประสานความร่วมมือของทั้ง​ 4​ สมาคม ให้ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวยั่งยืนร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรภายนอก ได้แก่ ภาครัฐ เอกชน รัฐวิสาหกิจ ชุมชน หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงหน่วยงานในระดับสากลด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน

ข้อ​ 2. หน้าที่ของสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) มีหน้าที่ในการดำเนินงาน ดังนี้คือ

2.1 ถ่ายทอดองค์ความรู้ (Knowledge) เกี่ยวกับการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral Tourism) ภายใต้กรอบงานวิจัยและบูรณาการความร่วมมือกับ ๓๒ องค์กร และจัดการอบรมให้กับผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกร่วมของทั้งสี่สมาคม


2.2 พัฒนาแนวทางเพื่อส่งเสริมการตลาดและการเสนอขาย ผ่านระบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Platform) โดยมุ่งเน้นธุรกิจด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน ยกระดับและร่วมสนับสนุนการพัฒนาสินค้าและบริการบนแพลตฟอร์ม ให้ได้รับมาตรฐานสากล และสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainable Tourism) ทั้งนี้ ระบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Platform) และทรัพย์สินทางปัญญาที่พัฒนาขึ้นก่อนการลงนามหรือระหว่างการดำเนินโครงการ ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของหน่วยงานผู้พัฒนา เว้นแต่คู่ภาคีจะตกลงเป็นหนังสือไว้เป็นอย่างอื่น 

2.3 สนับสนุนผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกร่วม​ 4​ สมาคม เพื่อให้เข้าสู่แนวทางการรับรองมาตรฐานด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนจากหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ​ ทั้งระดับประเทศไทยและระดับสากล (Certified)

2.4 ส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน ส่งตัวแทนการอบรม วิทยากร และกิจกรรมการให้คำปรึกษาสำหรับผู้ประกอบการร่วมทุน​ 4​ สมาคม ที่ต้องการปรับเปลี่ยนแนวทางการให้บริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงกิจกรรมภาคสนามในอนาคต (Activity) โดยการดำเนินงานด้านการอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้ดังกล่าว ทั้งสี่สมาคมจะร่วมกันสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็นตามความเหมาะสมและศักยภาพของแต่ละฝ่าย ทั้งในรูปแบบตัวเงินและมิใช่ตัวเงิน (In-kind) เพื่อให้การขับเคลื่อนกิจกรรมเป็นไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน


ข้อ​ 3. หน้าที่ของสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) , สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย (สนท.) , สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) ทั้ง 3 สมาคม มีหน้าที่ในการดำเนินงาน ดังนี้คือ

3.1 ผลักดันให้สมาชิกได้ใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน ที่สอดคล้องกับแนวทางการท่องเที่ยวเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับสากล ผ่านแนวทางหรือระบบการเตรียมความพร้อมสู่มาตรฐาน (Certification Readiness) ที่สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัยสนับสนุน 

3.2 ผลักดันให้สมาชิกได้ใช้ประโยชน์จากระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ถูกพัฒนาขึ้นจากสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย เพื่อรวบรวมสินค้าบริการที่ได้รับมาตรฐานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับหลักมาตรฐานสากล เกิดช่องทางการขายและการทำตลาดรูปแบบใหม่ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายให้กับตลาดในประเทศ

3.3 ส่งเสริมผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิก ให้เข้าร่วมกิจกรรมภาคสนาม การอบรม การถ่ายทอดองค์ความรู้ ที่มีหน่วยงานพันธมิตรภายนอกเป็นผู้ร่วมสนับสนุน

3.4 ร่วมสนับสนุนบุคลากร งบประมาณ สถานที่ และทรัพยากรอื่นที่จำเป็นสำหรับการจัดฝึกอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้ตามข้อ 2 ทั้งในรูปแบบตัวเงินและมิใช่ตัวเงิน (In-kind) ตามความเหมาะสมและศักยภาพของแต่ละสมาคม เพื่อมิให้ภาระในการดำเนินงานตกอยู่แก่สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัยแต่เพียงฝ่ายเดียว

ข้อ 4. ระยะเวลาความร่วมมือ

4.1 บันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้มีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ลงนามเป็นต้นไป โดยมีกำหนดระยะเวลาความร่วมมือ 3 ปี (พ.ศ. 2569 - 2572) นับตั้งแต่วันลงนาม ทั้ง​ 4​ สมาคม อาจตกลงกันเป็นหนังสือเพื่อยุติ หรือขยายระยะเวลาความร่วมมือการดำเนินงานภายใต้ข้อตกลงนี้ได้ โดยความเห็นชอบของทั้ง​ 4​ สมาคม

4.2 ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจบอกเลิกการเป็นภาคีในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ได้ โดยแจ้งเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ทั้งนี้ การบอกเลิกดังกล่าวจะไม่กระทบต่อโครงการหรือกิจกรรมที่คู่ภาคีได้ตกลงดำเนินการร่วมกันไปแล้วก่อนวันบอกเลิก

ข้อ 5. ทรัพย์สินทางปัญญา ระบบดิจิทัลแพลตฟอร์ม และงานวิจัย

5.1 องค์ความรู้ เอกสาร หลักสูตร ซอฟต์แวร์ ระบบดิจิทัล เครื่องมือ งานวิจัย ผลงานวิชาการ ฐานข้อมูล และทรัพย์สินทางปัญญาอื่นใดที่แต่ละสมาคมมีอยู่ก่อนการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ หรือที่แต่ละสมาคมพัฒนาขึ้นเองระหว่างการดำเนินความร่วมมือ ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายผู้พัฒนา เว้นแต่คู่ภาคีจะตกลงเป็นหนังสือไว้เป็นอย่างอื่น 

5.2 บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ไม่มีผลเป็นการโอนสิทธิ์ในงานวิจัย ผลงานวิชาการ ฐานข้อมูล หรือทรัพย์สินทางปัญญาใดๆ ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง


ข้อ 6. การใช้ตราสัญลักษณ์และเครื่องหมายการค้า​ การใช้ตราสัญลักษณ์ ชื่อองค์กร หรือเครื่องหมายการค้าของแต่ละสมาคม ไม่ว่าในสื่อหรือช่องทางใด ต้องได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของเครื่องหมายก่อนทุกครั้ง 

ข้อ 7. การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการรักษาความลับ

7.1 การแลกเปลี่ยนหรือใช้ข้อมูลสมาชิกภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ จะดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด 

7.2 ข้อมูลภายใน แผนธุรกิจ ข้อมูลสมาชิก ข้อมูลทางเทคนิค และข้อมูลทางการค้าที่คู่ภาคีเปิดเผยแก่กันภายใต้ข้อตกลงนี้ ให้ถือเป็นข้อมูลลับ และคู่ภาคีตกลงจะไม่เปิดเผยต่อบุคคลภายนอก เว้นแต่จะได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของข้อมูล หรือเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องเปิดเผย


ข้อ 8. ภาระผูกพันทางการเงินและรายได้จากกิจกรรม

8.1 บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้มิได้ก่อให้เกิดภาระผูกพันทางการเงินแก่คู่ภาคีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยอัตโนมัติ เว้นแต่คู่ภาคีจะได้ตกลงกันเป็นหนังสือแยกต่างหากในแต่ละกรณี 

8.2 ในกรณีที่มีรายได้เกิดขึ้นจากกิจกรรมหรือโครงการใดๆ ที่ดำเนินการภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ ให้คู่ภาคีที่เกี่ยวข้องจัดทำข้อตกลงเฉพาะโครงการ (Project Agreement) เพื่อกำหนดรายละเอียดการแบ่งปันผลประโยชน์ก่อนดำเนินการ 

ข้อ 9. สถานะความสัมพันธ์ทางกฎหมาย​ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการประสานความร่วมมือระหว่างคู่ภาคีเท่านั้น มิได้ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ในลักษณะการเป็นตัวแทน หุ้นส่วน หรือกิจการร่วมค้าทางกฎหมายระหว่างคู่ภาคีแต่อย่างใด 

ข้อ 10. การแก้ไขปัญหา​ หากเกิดปัญหาหรือขัดข้องในการปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ ทั้ง​ ​4​ สมาคม​ จะร่วมพิจารณาหาแนวทางแก้ไขเพื่อให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว

บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ทำขึ้นเป็นสี่ฉบับ มีความถูกต้องตรงกัน ทั้ง ​4 สมาคมได้อ่าน และเข้าใจข้อความโดยละเอียดตลอดแล้ว จึงได้ลงลายมือชื่อพร้อมประทับตรา (ถ้ามี) ไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยานและเก็บไว้ฝ่ายละฉบับ

 


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

งาน “วันสันติภาพสากล 2025” มจร จัดอย่างใหญ่ พร้อมมอบรางวัล “ลมหายใจแห่งสันติภาพ”

งาน “วันสันติภาพสากล 2025” มจร จัดอย่างใหญ่  พร้อมมอบรางวัล “ลมหายใจแห่ง สันติภาพ”  แด่ผู้นำศาสนาและผู้นำประเทศ       หลักสูตรสตินวัตกรรมและสันติศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) โดยการนำของ พระเมธีวัชรบัณฑิต, ศ.ดร. ผู้อำนวยการหลักสูตร ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดงาน "วันสันติภาพสากล ประจำปี 2568" ภายใต้แนวคิด “สังคมตื่นรู้ สู่การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว” (Mindful Society for Green Economy Development) โดยมีพระสงฆ์ แขกผู้มีเกียรติ อาทิ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมงพาณิชย์, ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย, นายวรเกียรติ สุจิวโรดม เจ้าของโครงการ ชาวนา มหานคร, ดร.สุเทพ อารมณ์รักษ์ นายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.), คุณกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา บริษัทไทยสมาย บัส จำกัด, คุณญาธิภา สิงห์สุวรรณ ผู้อำนวยการส่วนการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร, ดร.ชวิศ ชื่นเจริญ (อ.มุ่ย หูทิพย์), คุณกชนันท์ ซิดดิค Mrs. Thailand World 2025, คุณพิมพ์ลภัส ชื่อมณีสวรรค์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2023  ฉะเชิงเทรา,...

Miss Universe 6 จังหวัด​ มาแสดงความขอบคุณ​ "สุวรรณี" ผู้บริหาร​ DOD Cafe & Bistro​

Miss Universe 6 จังหวัด​ มาแสดงความขอบคุณ​ "สุวรรณี" ผู้บริหาร​ DOD Cafe & Bistro​  หนึ่งในผู้สนับสนุนการประกวด​ Miss Universe 6 จังหวัด​         สาวงามผู้ครองตำแหน่ง​ Miss Universe 6 จังหวัด​ ได้แก่​ จังหวัดนครปฐม,​ หนองบัวลำภู, สุรินทร์, พระนครศรีอยุธยา, สมุทรปราการ​ ​และสมุทรสาคร​ เดินทางมาแสดงความขอบคุณ​ ​คุณสุวรรณี​ อิทธิวิบูลย์​ ผู้บริหาร บริษัท เพอโกล่าร์ จำกัด/บริษัท แกรชซี่ เดสติเนชั่น จำกัด, ผู้บริหาร​ DOD Cafe & Bistro​" และ อ.ดอส-ปณัฐ สุมาลย์โรจน์​ อาจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกรรมการผู้บริหารบริษัท เพอโกล่าร์ จำกัด​ ​ในฐานะเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนการประกวด​ Miss Universe 6 จังหวัด​ ณ​ DOD Cafe & Bistro​ " ตำบลบางช้าง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม​ เมื่อวันที่​ 11 มิถุนายน​ 2569       ในโอกาสอันดีนี้​ยังได้รับเกียรติจาก คุณสุขุม เชิดชื่น อดีตสมาชิกวุฒิสภา, คุณสุวลัย อมตะวณิชย์ เจ้าของร้านอาหารครัวอัปสร​ ตลาด​ อตก., คุณภารากรณ์ เชิดชื่น​ ผู้บริหารและเจ้าของหาดช้างเผือก​ และ​ ดร.ทิพวรรณ นาคละมัย​ กรรมการสมาคมสตรีนคร...

สวพส. จัดการน้ำบนพื้นที่สูง เปลี่ยนชีวิตชุมชน สู่ความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

สวพส. จัดการน้ำบนพื้นที่สูง เปลี่ยนชีวิตชุมชน สู่ความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน      แม้ฤดูฝนปีนี้จะมีปริมาณน้ำฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยถึงร้อยละ 5 - 10 (ข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยา 13 พ.ค. 2568) แต่ใช่ว่าทุกพื้นที่จะได้ประโยชน์จากฝนที่ตกมากขึ้นโดยเฉพาะชุมชนบนพื้นที่สูง ที่บริบทพื้นที่ทำกินส่วนใหญ่อยู่สูงกว่าแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งยังคงต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นแหล่งน้ำหลัก ทั้งเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร ชุมชนเหล่านี้มักเผชิญกับปัญหาฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งซ้ำซาก ซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศหรือสภาวะโลกเดือด       สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. ได้ริเริ่มโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำขนาดเล็กมาตั้งแต่ปี 2563 เพื่อเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝน และกระจายน้ำให้เพียงพอในช่วงหน้าแล้ง ไม่เพียงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่ยังมุ่งสร้างระบบจัดการน้ำที่ยั่งยืนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน รวมไปถึงการฟื้นฟูดูแลรักษาป่ารอบๆ แหล่งน้ำ        ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรกว่า 24,000 ราย ในพื้นที่สูง ...