ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

"สวพส. หนุนชุมชนบ้านปางมะกล้วย” เข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิต

"สวพส. หนุนชุมชนบ้านปางมะกล้วย” เข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิต 

เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สูง


      ชุมชนบ้านปางมะกล้วย หมู่ที่ 2 ตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ มีประชากร 364 ครัวเรือน 836 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยพื้นเมืองและชนเผ่ากระเหรี่ยง พื้นที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แตง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ลา-แม่แสะ มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 16,087 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัย 274 ไร่ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ 8,719 ไร่ ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์และเป็นป่าต้นน้ำ สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 800-1,300 เมตร


      ชุมชนบ้านปางมะกล้วย ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม การปลูกชาเมี่ยง หรือชาอัสสัม โดยสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. ได้เข้าไปขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนบนฐานสังคม เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ปี 2556 ให้คนอยู่ร่วมกับป่า เสริมภูมิปัญญาและพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืน ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เหมาะสมมาใช้ในการส่งเสริมและต่อยอดภูมิปัญญา การปลูกพืชเดิมร่วมกับพืชอื่นภายใต้ระบบอนุรักษ์ โดยไม่บุกรุกป่าหรือตัดทำลาย รวมทั้งการเพิ่มมูลค่าของพืชเดิมและจากความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งพันธุ์พืช ผึ้ง และเห็ดท้องถิ่น ซึ่งผลสัมฤทธิ์จากการพัฒนาและการทำงานแบบมีส่วนร่วม ส่งผลให้ชุมชนมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงจากการเกื้อกูลป่า ชุมชนตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้ และพร้อมใจกันดูแลรักษาและบริหารจัดการป่าไม้ในพื้นที่อย่างยั่งยืน


       นายศุภกฤต วรนันสิทธิ์ หัวหน้าศูนย์โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงป่าแป๋ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง หรือ สวพส. กล่าวว่า แนวทางการพัฒนาชุมชนบ้านปางมะกล้วย ตำบลป่าแป๋ โดยสวพส. มีการส่งเสริมให้มีการทำเกษตรอินทรีย์ และใช้พลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ มีการปลูกป่าและการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่า ซึ่งปัจจุบันถือว่าประสบความสำเร็จเพราะพื้นที่ปลอดการเผา 100% และเป็นกิจกรรมที่คนในชุมชนทำมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันชุมชนมีความพร้อมในเข้าร่วมโครงการ T-VER โดยการดำเนินงานของกรมป่าไม้และ สวพส. ภายใต้โครงการร่วม ซึ่งอาศัยมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 เพื่อดำเนินงานโครงการฯ ให้เป็นไปตามแนวทางการควบคุม ป้องกัน ดูแล และบำรุงป่าสงวนแห่งชาติ ช่วยเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บหรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่า ตลอดจนการสร้างผลตอบแทนและแรงจูงใจจากการดูแลรักษาป่า และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนให้มีกลไกการทำงานที่เข้มแข็งในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้“คนอยู่ร่วมกับป่าอย่างสมดุลและยั่งยืน”


    สำหรับพืชท้องถิ่น ทั้งพืชอาหารและพืชสมุนไพร ได้มีการยกระดับจากพืชป่ามาเป็นพืชปลูก สร้างรายได้จากฐานความหลากหลายทางชีวภาพของชุมชน อาทิ รางจืด ตีนฮุ้งดอย หวายฝาด กาแฟ ชาอัสสัม มะแขว่น ลิงลาว เชียงดา ข่าแกง ต๋าว และเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพเสริมในระบบ โดยใช้องค์ความรู้จากงานวิจัย รวมทั้งยกระดับตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่กระบวนการปลูก การจัดการ การแปรูป และการตลาด เช่น ชาอินทรีย์ ผลิตภัณฑ์ชาอัสสัม โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ชาอัสสัมถือว่าประสบความสำเร็จทางการตลาดอย่างมาก มีการส่งออกไปขายต่างประเทศ ทั้งในสหรัฐอเมริกา และในยุโรป เช่น โปรแลนด์ สาธารณรัฐเช็ก และยังมีจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในชุมชน นอกจากนี้ยังส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ในรูปแบบโรงเรือน และการปลูกไม้ดอก ที่ใช้พื้นที่น้อย แต่ให้ผลตอบแทนสูง เพื่อเป็นรายได้ให้กับผู้สูงอายุในชุมชนอีกด้วย


      การพัฒนาพื้นที่บ้านปางมะกล้วยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้พื้นที่ป่าไม้เพิ่มขึ้น ระบบนิเวศป่าไม้และความหลากหลายทางชีวภาพได้รับการฟื้นฟู สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร รวมถึงชุมชนมีความเข้มแข็ง เกิดการทำงานอย่างมีส่วนร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับชุมชนในการพัฒนาป่าไม้ให้เกิดประโยชน์ในทุก ชุมชนสามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน สร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่เรียนจบการศึกษาในเมืองตัดสินใจกลับถิ่นฐานมาทำงานในหมู่บ้าน โดยยึดผู้นำชุมชนเป็นต้นแบบของการเป็นผู้รักษาที่มีรายได้ มีการฝึกอบรมทักษะอาชีพเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้ง ยังมีการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ได้โอกาสไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ เพราะมองว่าเทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบัน ยังเอื้ออำนวยความสะดวกและสามารถขยายช่องทางการตลาด โดยเฉพาะช่องทางตลาดออนไลน์ได้ รวมถึงการมีกิจการในชุมชนเป็นของตัวเอง เช่น ร้านกาแฟ เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งเป็นเป้าหมายของคนรุ่นใหม่ที่อยากจะกลับบ้านเกิด ปัจจุบันชุมชนบ้านปางมะกล้วยมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยครัวเรือนละ 130,000/ ปี  


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

Miss Universe 6 จังหวัด​ มาแสดงความขอบคุณ​ "สุวรรณี" ผู้บริหาร​ DOD Cafe & Bistro​

Miss Universe 6 จังหวัด​ มาแสดงความขอบคุณ​ "สุวรรณี" ผู้บริหาร​ DOD Cafe & Bistro​  หนึ่งในผู้สนับสนุนการประกวด​ Miss Universe 6 จังหวัด​         สาวงามผู้ครองตำแหน่ง​ Miss Universe 6 จังหวัด​ ได้แก่​ จังหวัดนครปฐม,​ หนองบัวลำภู, สุรินทร์, พระนครศรีอยุธยา, สมุทรปราการ​ ​และสมุทรสาคร​ เดินทางมาแสดงความขอบคุณ​ ​คุณสุวรรณี​ อิทธิวิบูลย์​ ผู้บริหาร บริษัท เพอโกล่าร์ จำกัด/บริษัท แกรชซี่ เดสติเนชั่น จำกัด, ผู้บริหาร​ DOD Cafe & Bistro​" และ อ.ดอส-ปณัฐ สุมาลย์โรจน์​ อาจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกรรมการผู้บริหารบริษัท เพอโกล่าร์ จำกัด​ ​ในฐานะเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนการประกวด​ Miss Universe 6 จังหวัด​ ณ​ DOD Cafe & Bistro​ " ตำบลบางช้าง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม​ เมื่อวันที่​ 11 มิถุนายน​ 2569       ในโอกาสอันดีนี้​ยังได้รับเกียรติจาก คุณสุขุม เชิดชื่น อดีตสมาชิกวุฒิสภา, คุณสุวลัย อมตะวณิชย์ เจ้าของร้านอาหารครัวอัปสร​ ตลาด​ อตก., คุณภารากรณ์ เชิดชื่น​ ผู้บริหารและเจ้าของหาดช้างเผือก​ และ​ ดร.ทิพวรรณ นาคละมัย​ กรรมการสมาคมสตรีนคร...

PMCU จุฬาฯ เนรมิตสยามสแควร์ให้เป็น ‘เวทีแจ้งเกิดของทุกคน’ จัดงาน​“Bangkok Street Performer Festival 2026”

PMCU จุฬาฯ  เนรมิตสยามสแควร์ให้เป็น ‘เวทีแจ้งเกิดของทุกคน’  จัดงาน ​ “Bangkok Street Performer Festival 2026” โชว์ศั กยภาพคนรุ่นใหม่ ใจกลางเมือง       เพราะเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์ไม่มีขีดจำกัด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสำนักงานทรัพย์สินจุฬาฯ​ หรือ​ PMCU ตั้งใจสร้าง Siam Square Walking Street ให้เป็นมากกว่าแค่แหล่งช้อปปิ้ง หรือจุดนัดพบ แต่เป็น "Platform แห่งโอกาส" ที่เปิดกว้างให้คนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ได้เข้ามาสร้างสรรค์กิจกรรมที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นดนตรีเปิดหมวก​ ที่เปิดโอกาสให้นักเรียน และนักศึกษา มาแสดงความสามารถด้านดนตรีจนกลายเป็นพื้นที่สำหรับศิลปินหรือวงดนตรีหน้าใหม่ได้สร้างฐานแฟนคลับใจกลางเมืองที่มาเปิดการแสดงแล้วกว่า 2,000 วง โดยมีนักดนตรีแสดงแล้วกว่า 15,000 คน และ​ Art & Performance Street Show การแสดงที่ใช้ทักษะพิเศษ เช่น มายากล, ละครใบ้ (Mime), การเต้น Cover Dance ไปจนถึงศิลปะการแสดงร่วมสมัย, Live Painting & Graffiti บางช่วงเวลาจะมีการเปิดพื้นที่ให้ศิลปินมาสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์สดๆ ให้คนเดินผ่านไปมาได้ชม, Art & Craft Market ตลาดนัดงา...

สวพส. จัดการน้ำบนพื้นที่สูง เปลี่ยนชีวิตชุมชน สู่ความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน

สวพส. จัดการน้ำบนพื้นที่สูง เปลี่ยนชีวิตชุมชน สู่ความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน      แม้ฤดูฝนปีนี้จะมีปริมาณน้ำฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยถึงร้อยละ 5 - 10 (ข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยา 13 พ.ค. 2568) แต่ใช่ว่าทุกพื้นที่จะได้ประโยชน์จากฝนที่ตกมากขึ้นโดยเฉพาะชุมชนบนพื้นที่สูง ที่บริบทพื้นที่ทำกินส่วนใหญ่อยู่สูงกว่าแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งยังคงต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นแหล่งน้ำหลัก ทั้งเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร ชุมชนเหล่านี้มักเผชิญกับปัญหาฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งซ้ำซาก ซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศหรือสภาวะโลกเดือด       สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. ได้ริเริ่มโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำขนาดเล็กมาตั้งแต่ปี 2563 เพื่อเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บน้ำในช่วงฤดูฝน และกระจายน้ำให้เพียงพอในช่วงหน้าแล้ง ไม่เพียงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่ยังมุ่งสร้างระบบจัดการน้ำที่ยั่งยืนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน รวมไปถึงการฟื้นฟูดูแลรักษาป่ารอบๆ แหล่งน้ำ        ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรกว่า 24,000 ราย ในพื้นที่สูง ...